เรียนรู้เรื่องไวน์...แค่ไหนพอ

(เรื่องในหัวข้อนี้และหัวข้อย่อย ผมเคยเขียนในเว็บ winescale.com ซึ่งปัจจุบันได้ปิดตัวไปแล้ว...เห็นว่าเพื่อน ๆ ที่ไม่ใช่คอไวน์ก็น่าจะได้อ่านและวิพากษ์ด้วย...เลยเอามาปัดฝุ่นดัดแปลงมาให้อ่านกันครับ)

คืนก่อน...ไปดื่มไวน์สเปนกับน้อง ๆ ผมอาวุโสสูงสุด เลยถูกถามมากหน่อย...มีหลายคำถามน่าสนใจ...ที่อยากเอามาตั้งเป็นประเด็นคือเรียนรู้เรื่องไวน์ แค่ไหนจึงจะพอ...น้องที่ถามบอกว่า อ่านหนังสือไวน์ก็แล้ว..เข้าทำ workshop ก็แล้ว..ดื่มชิมไวน์เกือบทุกวันจนเมียไม่ปลื้มก็แล้ว...ยังไม่เห็นฝั่งเลย...ในเว็บนี้ก็ย้ำเสมอว่า...วิถีของไวน์ไม่มีจุดสิ้นสุด และ การเรียนรู้ไวน์ไม่มีทางลัด...รู้สึกว่ามันยาวไกลเหลือเกิน...แล้วเมื่อไหร่จะได้หยุดเรียน เพื่อจะได้ดื่มไวน์อย่างมีความสุขเสียที

...ผมตอบทันทีว่า...เรียนอย่างนี้ผิดวิธีแล้วหละครับ...เพราะจะชิมจะดื่มไวน์อะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน กับใคร ก็ตาม จะต้องมีความสุข...ถ้าไม่มีความสุข อย่าไปดื่มให้เสียสุขภาพ เสียเงิน เสียเวลา และเสียอารมณ์เลย

...แต่กับคำถามที่ว่า เมื่อไหร่จะหยุดเรียน...อันนี้ผมมีคำตอบให้ครับ

...การเรียนรู้เรื่องไวน์...ว่าไปก็เหมือนการเรียนหนังสือ...เริ่มจาก อนุบาล ประถม มัธยม...จนถึงปริญญาเอก...จะหยุดเรียนเมื่อไหร่ คงอยู่ที่เจ้าตัวคนเรียนเอง...ว่ารักเรียนหรือมีความสุขกับการเรียนแค่ไหน...เมื่อไหร่ที่ทางเริ่มตัน ไปไม่ไหว...ก็เอาแค่นั้นพอ...และจงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี...อย่าไปมองคนอื่นให้ตัวเองขาดความสุข

wow

...ผมแบ่งระดับคนที่สนใจเรื่องไวน์เป็นขั้น ๆ อย่างนี้ครับ

คนดื่มไวน์ คนชอบไวน์ คนรักไวน์ คนคลั่งไวน์ คนทำไวน์ คนเขียนหนังสือไวน์ คนขายไวน์

...เอาเบาะ ๆ แค่ 7 ระดับนี้ก่อน...แล้วจะค่อย ๆ มาย่อยให้ฟังว่าแต่ละระดับเป็นอย่างไร ต้องเรียนรู้ขนาดไหน...จึงจะพอ

1.คนดื่มไวน์

wow

...มีความรู้เรื่องไวน์เหนือคนกลุ่มเดียว...คือคนไม่ดื่มไวน์...คุณสมบัติไม่มาก แต่ก็ต้องมีนะครับ...ต้องไม่แพ้แอลกอฮอล์...ไม่ต่อต้านไวน์...ไม่หมั่นไส้คนดื่มไวน์...ดื่มไวน์แล้วอร่อยได้ มีความสุข...แค่นี้เอง

…คนดื่มไวน์ ไม่ต้องขวนขวายเรียนรู้เรื่องไวน์ เพราะมีก็ดื่ม ไม่มีก็ไม่ดื่ม...ดื่มแล้วอร่อยก็ชอบใจ ไม่มีดื่มก็ไม่ดิ้นรน...ไม่ต้องจดจำอะไรมาก แค่บอกได้ว่าไวน์อร่อยหรือไม่..ชอบไม่ชอบ..ก็พอ

...ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือหวานใจของผมเอง...ประสบการณ์เรื่องไวน์ไม่น้อยเลย...เริ่มดื่มไวน์หลังผมนิดหน่อย...ไปตระเวณเที่ยวไร่ไวน์ ชิมไวน์ทั่วโลกด้วยกันเกือบทุกครั้ง...จะกินข้าวในบ้าน นอกบ้าน กับก๊วนไวน์ ก็ดื่มไวน์ด้วยกันทุกมื้อ...แต่จนป่านนี้ เธอยังไม่รู้จักไวน์ซักตัว...จำได้แค่ที่เพื่อนคุยให้ฟังถึงเรื่อง บิน บิน อะไรซักอย่าง เท่านั้นเอง...ผมเคยถามว่า ดื่มไวน์มาเยอะอย่างนี้ ไม่คิดจะเรียนรู้เรื่องไวน์บ้างหรือไร...เธอจะตอบทันทีเหมือนกันทุกครั้งว่า...ฉันรู้จักเธอคนเดียวก็พอแล้ว

...เรื่องไวน์...เธอแยกแยะได้ดี...แต่ได้แค่ชอบหรือไม่ชอบ...วิพากษ์วิจารณ์ไวน์ไม่เป็น ฟังคนอื่นบรรยายก็เข้าหูซ้ายออกหูขวา...ดื่มไวน์อย่างมีความสุข...เพราะหากไม่อร่อยไวน์ของเธอจะเหลือเต็มแก้ว...ถ้าอร่อย ผมต้องรินแล้วรินอีกให้

2.คนชอบไวน์

wow

...ถ้าเป็นเรื่องของอาหารเรียกว่าคนชอบกิน...จะรู้ไปหมดว่าร้านไหนอร่อย เมนูไหนสุดยอด...มีเพื่อนฝูงเป็นคนชอบกินด้วยกัน ชวนกันตระเวนหาที่กินไปทั่ว...อย่าให้ได้ยินว่าที่ไหนมีดี เป็นต้องหาหนทางไปกินมาให้ได้...เจอร้านใหม่ที่มีอะไรอร่อยเข้าขั้น ก็จะเอามาคุยให้เพื่อนฝูงคนชอบกินด้วยกันเกิดกิเลส...ใครจะเรียกว่าเป็นคนตะกละ ก็ไม่ถือสา แถมยอมรับอย่างเต็มภาคภูมิเสียอีก

...คนชอบไวน์...จะรู้ไปหมดว่าไวน์ปีไหน เขตไหน แคว้นใด ของประเทศอะไรอร่อย...มีเพื่อนฝูงเป็นคนชอบไวน์ด้วยกัน เรียกว่าก๊วนไวน์...มักจะนัดเอาไวน์มาประลองกันเสมอ ในไวน์สเกลนี่ก็หลายก๊วน...ไวน์ขวดไหนได้แต้มดี ๆ มีคนกล่าวถึงบ่อย ก็จะเป็นเป้าให้คนชอบไวน์ขวนขวายหามาดื่มและเก็บ...ถ้าใครมีโอกาสได้ดื่มไวน์ดี มักจะเอามาคุยให้เพื่อนในก๊วนเกิดกิเลส...จะถูกใครเรียกว่าพวกบ้าไวน์ก็ไม่โกรธ แถมยอมรับอย่างภาคภูมิใจอีกด้วย

...คุณสมบัติ...อย่างน้อยต้องเป็นคนดื่มไวน์...จะดื่มไวน์อย่างมีความสุข...ซื้อไวน์มากินมาเก็บอย่างไม่เสียดายกะตังค์...เก็บไวน์ในปริมาณพอสมควรที่พอจะเรียกว่าเซลล่าร์น้อย ๆ ของตัวได้...มีก๊วนไวน์เป็นเวทีให้ลองของ

...การเรียนรู้...จะเข้าใจถึงบุคลิกของไวน์โลกเก่าโลกใหม่...รู้จักสายพันธุ์องุ่น...รู้จักการจัดลำดับชั้นของไวน์แต่ละประเทศ...จำชื่อของไวน์แต่ละเขตแดนแว่นแคว้นได้ดี...จำปีดีของไวน์แต่ละตัวได้แม่นยำกว่าปีเกิดของลูกเมียเสียอีก...จำแต้มที่บรรดากูรูไวน์ทั้งหลายให้แก่ไวน์แต่ละขวดอย่างไม่ผิดเพี้ยน...ติดตามข่าวสารในโลกแห่งไวน์อย่างไม่ตกหล่น...คุยเรื่องไวน์กับคนไม่รู้เรื่องไวน์ได้สามวันสามคืนไม่หมด...การเรียนรู้ไม่สิ้นสุด เพราะทั้งไวน์เก่าไวน์ใหม่เพิ่มขึ้นในโลกทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี...ไม่ซ้ำกัน

3.คนรักไวน์

wow

...ทางอาหารเขาเรียกว่า คนรักการกิน หรือ นักกิน...มีพื้นฐานของคนชอบกินมาก่อน...เมื่อกินของอร่อยมากเข้าก็อยากจะแยกแยะว่า...ที่อร่อยนั้นอร่อยจากอะไร...จากเครื่องปรุงส่วนไหน หรือเพราะวัตถุดิบที่ใช้มีคุณภาพ หรือว่าคนปรุงเก่ง รสชาติจึงเสมอต้นเสมอปลาย...เมื่อแยกแยะได้แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์อาหารได้ทั้งทางกว้างทางลึก...เช่น...ไก่ย่างเขาสวนกวาง เนื้อนุ่มฉ่ำแต่เหนียวสู้ฟัน เพราะทำจากไก่กระทงบ้านคัดพันธุ์ ไม่ปรุงมากแต่รสกำลังดี ไม่ต้องใช้น้ำจิ้มช่วย...เต้าหู้ Water Library อร่อยที่สุดในโลก เพราะเนื้อละเอียดเนียนจากเต้าหู้ที่ทำเอง กรอบนอกฉ่ำใน ซอสราดเข้มข้นเพราะเชฟมือถึงใจถึง...อาหารร้านจก ใช้ของสดของดีล้วน ๆ แต่รสชาติอาจไม่ถูกใจนักกินบางคน...เป็นต้น

...คนรักไวน์...มีพื้นฐานของคนชอบไวน์มาก่อน...เมื่อดื่มไวน์ถึงระดับหนึ่งก็อยากรู้ว่าไวน์แต่ละตัว ทำไมถึงต่างกัน...เริ่มเรียนรู้ที่จะแยกแยะลงในเชิงลึกถึงฟรุ้ต แทนนิน แอลกอฮอล์ โอ๊ก ของไวน์แต่ละขวด...ทำให้รู้ว่าที่อร่อยน้อยอร่อยมากเกิดจาก Terroir…หรือจากคนทำไวน์...หรือจากปีที่เก็บเกี่ยว...เข้าใจถึงบุคลิกขององุ่นแต่ละสายพันธุ์...เข้าใจถึงข้อจำกัดการทำไวน์ในแต่ละท้องที่...เมื่อดื่มมาก ก็สะสมประสบการณ์มาก เลยวิพากษ์วิจารณ์ไวน์ได้อย่างแม่นยำ ไม่ถูกอารมณ์พาไป...มีข้อมูลมากจนจัดเป็นมาตรฐานได้ จึงเปรียบเทียบให้แต้มไวน์แต่ละขวดได้อย่างมั่นใจ

…คุณสมบัติ...อย่างน้อยต้องเป็นคนชอบไวน์...แต่ชอบยังไม่พอ ต้องรักไวน์ด้วย...มีความตั้งใจจะเรียนรู้เรื่องไวน์ให้ลึก...บางครั้งยอมเสียโอกาสที่จะดื่มไวน์อย่างมีความสุข เพราะจะศึกษาไวน์ตัวนั้นอย่างจริงจัง...จึงชอบชิมไวน์ให้ได้ความรู้มากกว่าดื่มไวน์ให้มีความสุข...ชอบวิจารณ์ไวน์ด้วยการจดเป็น tasting note…ชอบให้แต้มไวน์ด้วยตนเอง...เป็นคนดื่มไวน์จากจมูกและลิ้น ไม่ใช่จากตาหรือหู

...การเรียนรู้...ศึกษาเรื่องไวน์ให้ได้ทั้งทางกว้างทางลึก...จึงต้องรู้ที่มาที่ไปในทุกแง่มุม เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมไวน์แต่ละขวดจึงเป็นเช่นนั้น...ชั่วโมงบินในการดื่มชิมไวน์อย่างมีคุณค่า จึงเป็นเรื่องสำคัญ...สะสมประสบการณ์ยิ่งมากก็จะทำให้ยิ่งมั่นใจ...และยิ่งดื่มเยอะก็จะยิ่งไม่ยึดติด...ไวน์แพงไม่แพงก็ดื่มได้อย่างมีความสุขเหมือนกัน

4.คนคลั่งไวน์

wow

...ทางการเมืองเรียกว่าคนคลั่งชาติ ที่กำลังฮิตและเป็นที่กล่าวหากันอยู่ในขณะนี้

...คนคลั่งไวน์ เป็นคนชอบไวน์หรือคนรักไวน์มาก่อน...แต่ดีกรีความชอบและรักดันมีมากกว่าวิญญูชนคนทั่วไปตั้งแต่สองเท่าขึ้นไป...เลยแสดงออกในเรื่องไวน์อย่างเด่นชัดจนคนรอบข้างรู้สึกว่า มันมากไปนะ...คนรักไวน์จะมีไวน์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ขณะที่คนคลั่งไวน์จะมีชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของไวน์

...อาการคลั่งไวน์ ไม่ใช่โรคร้าย แต่ติดต่อกันได้ โดยเฉพาะในก๊วนไวน์...เพราะถ้ามีใครเป็นก็อาจลามติดต่อไปถึงคนอื่นในก๊วนได้

...การคลั่งไวน์ เหมือนการเป็นหวัด...คือเป็นเองหายเอง รักษาไม่ได้ เพราะยังคิดค้นยาไม่เจอ ต้องใช้เวลาเป็นตัวช่วย เมื่อร่างกายได้พักผ่อนและสร้างภูมิต้านทานมากพอก็จะหาย...อาการคลั่งไวน์ก็เหมือนกัน จะหายต่อเมื่อจิตใจมีภูมิต้านทานมากพอ...แม้ค้นพบยาที่รักษาให้หายได้แล้วชื่อสติ...แต่สติกับไวน์แพ้ทางกัน เพราะเมื่อไหร่มีแอลกอฮอล์ในตัวเมื่อนั้นสติก็จะเลือนลาง

...การรักษา...ไม่ต้องรักษา เพราะเป็นอาการชั่วคราว เวลาจะเป็นตัวช่วยให้หายจากอาการ...เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้ตัวว่า... เออ..ตูว่าตูก็มากไปจริง ๆ ด้วย...นั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังจะหาย และเริ่มลดระดับจากคนคลั่งไวน์ กลับมาเป็นคนชอบไวน์หรือคนรักไวน์เหมือนเดิม...แต่ถ้าไม่หาย ก็จะยกระดับเป็นพวกที่จะกล่าวต่อไป

5.คนทำไวน์

wow

...ทางอาหารจะเรียกว่า พ่อครัว กุ๊ก เชฟ หรืออะไรก็แล้วแต่...เป็นคนปรุงอาหารออกมาให้คนกิน...จะอร่อยหรือไม่อยู่ที่ฝีมือและการเลือกวัตถุดิบ...มาจาก 3 สาย...หนึ่ง ตกทอดเป็นมรดกมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นปู่ เรียนรู้การทำอาหารจากบรรพบุรุษแล้วสืบทอดเจตนารมณ์มาอย่างไม่ขาดสาย..สอง ชอบกิน รักการกิน หนัก ๆ เข้าทำกินเอง ศึกษาการทำอาหารอย่างสนุกและมีจินตนาการ เมื่อฝึกฝนฝีมือจนได้ที่ก็ทำเลี้ยงชาวบ้าน แล้วก็เปิดร้านอาหารขายคนอื่นในที่สุด...สาม พวกรักจะทำอาชีพนี้ จึงเรียนการทำอาหารมาตั้งแต่ต้น แล้วเข้าสู่อาชีพนี้โดยตรง ฝึกฝนมาอย่างถูกวิธี ถูกที่ ถูกเวลา จนกลายเป็นเชฟที่มีชื่อเสียง

...คนทำไวน์...ฝรั่งเรียกว่า Winemaker…คือคนที่ทำให้องุ่นกลายเป็นไวน์ ต้องดูแลตั้งแต่องุ่นออกช่อ จนองุ่นสุก บีบน้ำมาทำไวน์ ปรุงไวน์จนได้รสชาติที่ต้องการ (บางคนแค่ซื้อองุ่นจากคนอื่นแล้วมาปรุง)...มาจาก 3 สายเหมือนกัน

...หนึ่ง ตกทอดเป็นมรดกตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นปู่ รุ่นทวด อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับไวน์มาตั้งแต่เกิด จึงมียีนของไวน์ฝังในมาด้วย เรียนรู้การทำไวน์จากบรรพบุรุษเป็นมรดกที่ต้องสืบทอด ส่วนใหญ่จะอยู่ในไวน์โลกเก่า เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน

...สอง พัฒนาจากคนรักไวน์จนเป็นคนคลั่งไวน์ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าก็ไม่หายคลั่ง เกิดความคันที่จะทำไวน์ จึงศึกษาแล้วลงทุนทำไวน์ เปลี่ยนจากคนดื่มไวน์เป็นคนทำไวน์ เมื่อได้ทำไวน์แล้วก็หายคลั่งเพราะมีเรื่องอื่นให้ปวดหัวมากกว่า จะพบเห็นมากในไวน์โลกใหม่ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย ที่กำลังฮิตก็ต้องอาฟริกาใต้ ส่วนในเมืองไทยมีอยู่หลายคนเหมือนกัน

...สาม คนที่รักอาชีพทำไวน์ เริ่มเรียนรู้การทำไวน์ตั้งแต่เด็ก เรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเป็นวิชาการในมหาวิทยาลัย ในคณะที่เกี่ยวกับไวน์โดยตรง รับการฝึกฝนอย่างถูกวิธี จนกลายเป็นคนทำไวน์มืออาชีพ คนทำไวน์รุ่นใหม่สมัยนี้ไม่ว่าจะในไวน์โลกใหม่โลกเก่าส่วนใหญ่จะมาเส้นทางนี้ เมืองไทยก็มีหลายคน

...คุณสมบัติ...กลุ่มแรก ต้องมีบรรพบุรุษทำไวน์แล้วยกเป็นมรดกให้ มีใจรักในการทำไวน์ เคยเห็นเหมือนกันที่ใจไม่รัก ขายกิจการแล้วไปทำอาชีพอื่น...กลุ่มที่สอง อย่างน้อยต้องเป็นคนคลั่งไวน์ มีความคันที่อยากทำไวน์ และต้องบ้า (อันหลังนี้ผมไม่ได้พูดเอง ฟังจากพี่วิสูตร Granmonte พี่วีรวัฒน์ Village Farm โดยมีพี่สุพจน์ Alcidini พยักหน้าหงึก ๆ ให้การรับรองอย่างหนักแน่น) เพราะถ้าไม่บ้าพอ จะไม่ยอมเปลี่ยนสถานะจากคนรักไวน์มาเป็นคนทำไวน์...กลุ่มที่สาม ต้องรักการทำไวน์เป็นพื้นฐาน มุ่งมั่นที่จะทำไวน์เป็นอาชีพ มีโอกาสได้เรียนการทำไวน์และฝึกฝนเป็นกิจลักษณะ มีความสุขกับการทำไวน์ให้ดีมากกว่าการได้ดื่มไวน์ดี ๆ

...การเรียนรู้...นอกจากรู้ในเชิงลึกแบบคนรักไวน์แล้ว การเรียนรู้หลักคือย้อนไปตั้งแต่การปลูกองุ่นจนทำไวน์เสร็จ ขบวนการทางเคมีที่ทำให้เกิดแอลกอฮอล์ ปัจจัยที่ทำให้ไวน์มีกลิ่นรสต่างกัน เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับทำไวน์ ตลอดจนรสนิยมคนดื่มไวน์ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา...การฝึกฝนไม่มีที่สิ้นสุด เพราะมีทฤษฏีหลากหลายในการทำไวน์ให้ต้องเรียนรู้ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในโลกของไวน์ก็เกิดขึ้นทุกวัน

6.คนเขียนหนังสือไวน์

wow

...ก็เหมือนคนเขียนหนังสืออาหาร...มีหลายแนว ตั้งแต่ตำราไวน์...หนังสือแนะนำไวน์...สอนการดื่มไวน์...วิพากษ์วิจารณ์...จัดเรทติ้งให้ดาว ให้แต้ม...แม้กระทั่งนวนิยายอิงเรื่องไวน์...เมื่อก่อนจะหาอ่านได้เป็นเล่ม เป็นนิตยสาร เป็นคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์...ระยะหลังเมื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็มีเว็บไซท์ไวน์ หรือเว็บทั่วไปที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับไวน์เต็มไปหมด...ถ้าเข้าไปใน Google จะเห็นว่าข้อมูลในโลกของไวน์มีมากมายมหาศาลจนเลือกไม่ถูก

...หนังสือไวน์ ต่างกับเว็บไซท์ไวน์...ตรงที่หนังสือจะพูดถึงไวน์อย่างตรงไปตรงมา เพราะขายหนังสือแล้วได้ตังค์ มีชื่อคนเขียนให้อ้างอิง...ในขณะที่เว็บไซท์ไวน์ส่วนใหญ่จะให้เข้าดูฟรี จึงมีเรื่องของการค้าขายเข้ามาเกี่ยวข้อง มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เจตนารมณ์ของคนทำเว็บ...แต่ก็มีหลายเว็บที่ทำเอามัน ไม่ยุ่งการค้าเลย เพียงเพราะอยากระบายความคลั่งไวน์ที่สะสมในตัวให้ได้แสดงออกบ้าง...ดังนั้นการเข้าเว็บไซท์เพื่อดูข้อมูลไวน์จึงต้องใช้วิจารณญานให้ดีก่อนที่จะเชื่อหรือไม่

...คนเขียนหนังสือไวน์...จะเขียนจากประสบการณ์ที่สะสมมายาวนาน ผ่านชีวิตจริง เล่นจริงเจ็บจริงเหมือนจีจ้า...จึงเขียนเรื่องไวน์ได้อย่างถูกต้อง แต่อาจจะมีมุมมองที่ต่างกันในแต่ละคน ซึ่งไม่มีใครถูกใครผิด...คนที่ตัดเอาข้อมูลของคนอื่นไปแปะในส่วนของตัว ไม่เรียกว่าคนเขียนหนังสือไวน์ แต่เรียกว่าคนลอกหนังสือไวน์...คนที่แปลหนังสือไวน์ของคนอื่นมาเป็นภาษาของตัวทั้งดุ้น ก็ไม่เรียกว่าคนเขียนหนังสือไวน์ แต่เรียกว่าคนแปลหนังสือไวน์

...คนเขียนหนังสือไวน์ แยกเป็น 2 สาย...คือ สายอาชีพ ทำมาหากินด้วยการเขียนหนังสือไวน์เพื่อเลี้ยงชีพ...กับ สายใจรัก เขียนเพราะอยากเขียน อยากถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนอื่น โดยคิดอยากได้ตังค์ แต่บางครั้งก็กลับได้มาเยอะแยะ...ตัวอย่างของสายอาชีพเช่น Robert Parker ตอนนี้กำลังดังสุดขีดในโลกของไวน์ ทำมาหากินด้วยการเขียนหนังสือไวน์ ออกจดหมายเวียน Wine Advocate ในระบบสมาชิกจนมีสาวกเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วพัฒนามาเป็นเว็บ eRobertParker.com ในปัจจุบัน...ขณะที่สายใจรักอย่าง Michael Broadbent มีงานหลักอยู่ที่สถาบันประมูล Christie’s เขียนหนังสือไวน์เพราะอยากถ่ายทอดความรู้ระดับ Master of Wine ให้คนอื่นได้เรียน เขียนหนังสือเล่มใหญ่ ๆ ออกมามากมาย มีสาวกเต็มบ้านเต็มเมืองเหมือนกัน

...คุณสมบัติ...อย่างน้อยต้องเป็นคนรักไวน์ขึ้นไป + มีทักษะในการเขียนหนังสือให้น่าอ่าน...จึงจะถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องไวน์ให้คนอ่านอ่านแล้วรู้เรื่องและอยากติดตาม...โลกของไวน์ มีคนเขียนหนังสือไวน์ระดับ World Class มากมายที่เขียนแล้วน่าอ่าน เข้าใจง่าย ให้ความรู้ที่เอาไปต่อยอดได้อีก...นอกจาก 2 ท่านที่กล่าว ยังมี Jancis Robinson, Steven Spurrier, Hugh Johnson, Mitchell Beazley, Oz Clarke, Clive Coates, David Peppercorn และ Serena Sutcliffe เป็นต้น...ในเมืองไทย...เสียดายที่คนรู้เรื่องไวน์ดี ๆ มีมากมาย คนเขียนหนังสือเก่ง ๆ ก็เยอะแยะ...แต่ที่รู้เรื่องไวน์ดีและเขียนหนังสือเก่งในหลอดเดียวกันมีค่อนข้างจำกัด แทบจะนับหัวได้...เราจึงไม่ค่อยมีหนังสือหรือเรื่องราวเกี่ยวกับไวน์เป็นภาษาไทยให้คอไวน์ได้อ่านมากนัก…จึงอยากเรียกร้องให้คนรู้เรื่องไวน์ดี ๆ มาฝึกเขียนหนังสือให้เก่งหน่อย และขอให้บรรดานักเขียนทั้งหลายมาหัดดื่มไวน์กันด้วย

...การเรียนรู้...คนเขียนหนังสือไวน์ระดับฝึกหัด ต้องฝึกฝนประสบการณ์เหมือนคนรักไวน์ให้เข้มข้น พร้อมกับฝึกทักษะในการเขียนให้สละสลวย จึงยกระดับให้พ้นคำว่าฝึกหัดได้...ส่วนคนเขียนหนังสือไวน์ที่ผ่านระดับฝึกหัดแล้ว ก็อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ แม้ไม่ต้องฝึกทักษะเรื่องการเขียนเพิ่มมากนัก แต่ประสบการณ์เรื่องไวน์ไม่มีที่สิ้นสุด จึงต้องติดตามเรื่องราวในโลกของไวน์ตลอดเวลา...มิฉะนั้น จะกลายเป็นคนเขียนหนังสือไวน์ตกรุ่น

...คนเขียนหนังสือไวน์มักจะไม่ใช่คนคลั่งไวน์...เพราะขณะที่เขียนจะต้องค้นคว้าหาข้อมูลมาเขียนให้ถูกต้อง ถ้าเขียนผิดก็อายชาวบ้าน...เมื่อค้นคว้ามาก ได้รู้มาก ความยึดติดก็น้อยลง ที่เคยเป็นคนคลั่งไวน์มาก่อน จึงลดระดับกลับมาเป็นแค่คนรักไวน์

7.คนขายไวน์

wow

...ในทางอาหารเรียกว่าคนขายอาหาร แต่ไม่ใช่พนักงานร้านอาหารนะครับ...อาจเป็นพ่อครัว กุ๊ก หรือเชพเอง หรือเป็นคนจ้างให้คนเหล่านี้มาทำให้ก็ได้...เปิดร้านขายอาหารตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ หาบเร่แผงลอยริมถนน จนถึงเครือข่ายใหญ่โตสาขาทั่วประเทศ...ขายอาหารเฉพาะอย่างหรือแบบเมนูหลากหลายให้เลือก...คนขายอาหารมีทั้งร้านดัง อาหารอร่อย บริการดี ราคาถูก สะอาด เชื่อถือได้...กับร้านงั้น ๆ ไม่มีอะไรเด่น ไม่มีใครพูดถึง ขายแต่กับลูกค้าใกล้บ้าน...ขึ้นอยู่กับจินตนาการและเคล็ดลับที่จะทำให้ลูกค้าติดใจ กลับมาใช้บริการบ่อย ๆ

...คนขายไวน์...ไม่ใช่พนักงานขายไวน์ แต่เป็นเจ้าของร้านไวน์...อาจเป็นคนสรรหาไวน์มาเอง หรือจ้างคนอื่นหาไวน์มาให้ขายก็ได้...เปิดร้านขายไวน์ ตั้งแต่ไม่มีหน้าร้านของตัวเอง เป็นร้านขายไวน์เล็ก ๆ มีไวน์ไม่กี่ร้อยขวด จนถึงร้านไวน์ใหญโต หรือเครือข่ายร้านขายไวน์ที่มีสาขาทั่วประเทศ รวมทั้งเป็นเอเย่นต์ค้าไวน์ในประเทศให้คนทำไวน์ด้วย

...คนขายไวน์มีทั้งขายไวน์เฉพาะเขต เช่น จากออสเตรเลีย หรือแคลิฟอร์เนีย กับพวกขายไวน์ที่มาจากทุกแหล่งผลิตทั่วโลก...คนขายไวน์ก็มีทั้งร้านดังที่คอไวน์พูดถึงบ่อย เพราะมีไวน์ดีไวน์ใหม่มาให้บริการเสมอ ราคาสมเหตุผล บริการถูกใจ ลูกค้าไม่อึดอัด คัดไวน์จากแหล่งที่ดีและเก็บไวน์ในสภาพเหมาะสม ถ้าซื้อแล้วเชื่อถือได้ว่าไวน์ไม่เสีย ไม่เพี้ยน...กับคนขายไวน์ที่งั้น ๆ ไม่มีใครพูดถึง ขายแต่กับลูกค้าย่านใกล้เคียงหรือที่หลงเข้ามา...ขึ้นอยู่กับจินตนาการและเคล็ดลับที่จะทำให้ลูกค้าวางใจ กลับมาใช้บริการบ่อย ๆ

...คนซื้อไวน์ มักมีข้อมูลเรื่องไวน์ไม่มากพอที่จะตัดสินใจว่าไวน์ขวดไหนดีไม่ดี ชอบไม่ชอบ...เมื่อซื้อไวน์จากคนไหนถูกใจ ก็มักจะกลับมาซื้ออีก...ไม่เชื่อ ลองถามคนที่เดินทางต่างประเทศบ่อย ๆ...มักจะแวะไปดูและซื้อไวน์ในร้านที่คุ้นเคยเสมอ นัยว่าเพราะอุ่นใจกับราคาและคุณภาพไวน์ของร้าน

wow

...คนขายไวน์ ยังแยกเป็น 2 สาย...ตามพื้นฐานของคนชอบไวน์และคนรักไวน์...คนชอบไวน์จะหาไวน์ดังมาขาย ขณะที่คนรักไวน์จะหาไวน์ดีมาขาย...คนชอบไวน์จึงมักไปซื้อไวน์จากคนขายสายคนชอบไวน์ จะได้พูดจาภาษาคนชอบไวน์ด้วยกัน...ขณะที่คนรักไวน์ก็มักจะไปหาไวน์จากร้านสายคนรักไวน์ จะได้วิพากษ์วิจารณ์ตามประสาคนรักไวน์เหมือนกัน

...คุณสมบัติ...อย่างน้อยต้องเป็นคนชอบไวน์หรือคนรักไวน์ + ชอบทำมาค้าขาย + มีความกล้าปนบ้าบิ่นที่จะเข้ามาในวงการซึ่งมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง + มีสายสัมพันธ์ที่ดีในแวดวงคนค้าไวน์ + มีเคล็ดไหมฟ้าแบบฮุ้นปวยเอี๊ยงที่จะทำให้ราคาไวน์ถูกใจลูกค้า + อื่น ๆ อีกมากมาย....ผมจึงจัดคนขายไวน์เป็นลำดับสุดท้าย เพราะต้องรอบตัวจริง ๆ จึงจะรอดปลอดภัยในวงการนี้

...คนคลั่งไวน์ที่มีความคลั่งเต็มพิกัด จนต้องยกระดับมาเป็นคนขายไวน์...เมื่อขายไวน์แล้วความคลั่งก็จะลดระดับกลับไปเป็นคนชอบไวน์หรือคนรักไวน์เหมือนเดิม เพราะมีเรื่องราวมากมายให้จัดการจนความคลั่งหด ความคันหาย...บางคนที่ยกระดับเป็นคนขายไวน์ไม่สำเร็จ แทนที่จะกลับไปเป็นคนชอบไวน์หรือคนรักไวน์เหมือนเดิม ก็เลยเถิดกลายไปเป็นคนไม่ชอบไวน์และคนไม่รักไวน์แทน

...การเรียนรู้...ต้องฝึกทักษะของคนชอบไวน์และคนรักไวน์อย่างต่อเนื่อง...ต้องฝึกให้หูไวตาไวและตัดสินใจไว กล้าได้กล้าเสียในการหาไวน์มาขาย...ต้องเฝ้าดูเทรนด์ของคนดื่มไวน์ว่าเปลี่ยนไปทิศทางไหน เพราะถ้าคาดการณ์ได้ก่อนก็จะเข้าถึงลูกค้าก่อนคนขายไวน์อื่น...ต้องฝึกให้เข้าถึงหัวใจของลูกค้าทุกกลุ่มทุกเป้าหมาย...การเรียนรู้จึงไม่มีสิ้นสุด เพราะต้องปฏิบัติจริง อยู่ในเกมตลอดเวลา เหมือนขี่บนหลังเสือ...มีกำไรขาดทุนของกิจการเป็นเดิมพัน

ขอบคุณข้อมูลจากคุณชัย จรุงธนาภิบาล

recommended