โลกเก่า โลกใหม่ อะไรหรือ

โลกเก่าโลกใหม่...ในโลกของภาพยนตร์ ดูเหมือนเรื่องย้อนยุค ชวนให้นึกถึงลอร์ดออฟเดอะริง ถ้าเป็นสารคดี ก็คิดไปถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในหลายช่วงเวลาของประวัติศาสตร์

แต่ในโลกของไวน์ มันคือสงครามแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไวน์โลก ซึ่งต่อสู้กันอย่างเข้มข้นมานานนับร้อยปี ทั้งสองค่ายมีปรัชญาการทำไวน์ต่างกัน ตามสภาพภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ความเชื่อและทรัพยากรที่แต่ละฝ่ายมี การเรียนรู้เรื่องไวน์คงไม่สมบูรณ์ ถ้ามองข้ามประเด็นความต่างของแนวคิด และจุดอ่อนจุดแข็งของไวน์ทั้งสองค่ายนี้

ไวน์โลกเก่าหมายถึงไวน์ที่มาจากฝรั่งเศสและประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป มีวิธีทำไวน์แบบดั้งเดิมเป็นมรดกตกทอดกันมาหลายร้อยปี

wow

ส่วนไวน์โลกใหม่ไม่ได้แปลว่าเพิ่งหัดทำไวน์ แต่มีวิธีทำไวน์ที่ใหม่กว่า บางแห่งทำมาแล้วเป็นร้อยปีเช่น แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา บางประเทศในอเมริกาใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นต้น

ในโลกเก่า เชื่อว่าผืนดินปลูกองุ่นแต่ละแปลงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แร่ธาตุในดิน น้ำ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ อุณหภูมิและความชื้นของแต่ละท้องถิ่นต่างกัน การเลือกพันธุ์องุ่นและวิธีทำไวน์ให้เหมาะกับท้องที่และสภาพดินฟ้าอากาศแต่ละปี เป็นองค์ความรู้ที่สะสมมายาวนาน ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่นมาหลายชั่วคน ทำให้ไวน์โลกเก่ามีลักษณะเฉพาะตามสภาพท้องถิ่นและสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน

wow

ส่วนโลกใหม่เชื่อในกระบวนการผลิต เน้นความสะอาด ควบคุมอุณหภูมิ ใช้สารเคมีปรุงแต่ง มีเครื่องจักรช่วยทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวจนบรรจุขวดเสร็จ ไวน์ที่ผลิตได้มีคุณภาพสม่ำเสมอ จำนวนมาก รสชาติถูกใจตลาดและต้นทุนต่ำ

ในขณะที่ไวน์โลกเก่า ชูแหล่งผลิตเป็นธงนำ มีองค์กรและกฎเกณฑ์ท้องถิ่นควบคุมอย่างเข้มงวด มีการจัดชั้นจัดสายไวน์แต่ละเขตอย่างชัดเจนและเป็นทางการ แต่ไวน์โลกใหม่กลับใช้ความต้องการของผู้บริโภคเป็นเป้าหมาย มีความยืดหยุ่น กลิ่นรสหลากหลายตามสไตล์ของผู้ผลิตแต่ละคน สามารถเปลี่ยนให้เข้ากับความนิยมของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

ในยุคแรก ไวน์โลกใหม่มีคุณภาพสู้โลกเก่าไม่ได้ เพราะใช้พันธุ์องุ่นและวิธีทำไวน์เหมือนโลกเก่า แต่พื้นดินและสภาพแวดล้อมต่างกัน ผลผลิตที่ได้จึงไม่เหมือนกัน ในยุคหลังเมื่อไวน์โลกใหม่เน้นการทำไวน์เชิงการค้า ต้องปรับปรุงคุณภาพเพื่อสู้กับโลกเก่า แต่กายภาพทางธรรมชาติและองค์ความรู้เป็นรอง จึงต้องใช้ห้องทดลอง เทคโนโลยี และเครื่องจักรเป็นตัวช่วยในการสร้างความแตกต่าง

wow

ปัจจุบัน ถ้าไม่มองถึงส่วนแบ่งตลาดว่าใครมีมากกว่า แต่ให้บอกว่าไวน์ค่ายไหนดีกว่า คงบอกได้ยาก เพราะต่างก็มีจุดเด่นของตน แต่น่าสังเกตว่าไวน์โลกใหม่เริ่มทำคะแนนตีตื้นแย่งตลาดไวน์โลกเก่าได้ในสัดส่วนที่มากขึ้นทุกปี ด้วยหลายเหตุผล

ไวน์โลกใหม่เข้าใจได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องไวน์ เพราะฉลากของไวน์ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพันธุ์องุ่น กลิ่นรสของไวน์ และอาหารที่เหมาะจะดื่มด้วย ส่วนฉลากไวน์โลกเก่าให้ความสำคัญกับชื่อไวน์ แหล่งผลิตและปีที่ผลิต คนไม่รู้ อ่านฉลากไม่ออก จะคาดเดาไม่ได้ว่าไวน์ขวดนั้นเป็นอย่างไร

ถ้าพูดถึงราคา เมื่อไวน์โลกใหม่ต้นทุนต่ำ จึงตั้งราคาไว้ไม่สูงเกินไป อยู่ระดับที่คนทั่วไปมีปัญญาซื้อดื่มได้ ขณะที่ไวน์โลกเก่ายังเน้นเรื่องคุณค่าเพราะมีปริมาณจำกัด ใช้ช่องทางการจำหน่ายแบบเก่า เมื่อผ่านมือและบวกกำไรกันหลายทอดจึงทำให้กลายเป็นไวน์แพง มีคนค่อนขอดว่าเหมาะเป็นสมบัติล้ำค่ามากกว่าที่จะมีไว้เพื่อดื่ม

wow

ไวน์โลกใหม่ถูกผลิตแบบพร้อมดื่มตั้งแต่บรรจุขวด รสชาติไม่เปลี่ยนไม่ว่าจะดื่มเมื่อใด คุณภาพสม่ำเสมอทุกปี ทำให้คนซื้อมั่นใจในการซื้อครั้งที่สองเพราะชอบในการดื่มครั้งแรก ส่วนไวน์โลกเก่ามีพัฒนาการตลอดเวลา ทั้งกลิ่นและรสเปลี่ยนแปลงในทุกช่วงเวลาที่ผ่านไป เป็นเหมือนม้าพยศที่ยากแก่การควบคุม คนไม่เชี่ยวชาญก็ยากที่จะรู้ว่าดื่มเวลาไหนจึงเหมาะสมที่สุด

ไวน์โลกใหม่เป็นไวน์ที่ดื่มง่าย ไม่ซับซ้อน จัดจ้าน กลิ่นรสออกทางผลไม้ ส่วนไวน์โลกเก่าซับซ้อน หลากหลาย ลึกซึ้งและเข้าใจยาก จึงไม่ถูกใจบรรดาคอไวน์รุ่นใหม่ที่รักความสนุกสนานและไม่เน้นความสุนทรียะในเนื้อหา ขณะเดียวกันก็มีเหตุผลมากมายที่เป็นสาเหตุให้ไวน์โลกเก่ายังคงเป็นผู้นำในโลกของไวน์ แม้แต้มต่อที่มีเหนือค่ายตรงข้ามจะค่อยๆลดลง

wow

ไวน์โลกเก่าเป็นเป้าหมายและมาตรวัดของไวน์โลกใหม่และคนทำไวน์อีกมากที่อยากไปให้ถึง ไวน์ชาดอนเน่ย์ของออสเตรเลียก็มีไวน์ขาวเบอร์กันดีของฝรั่งเศสเป็นต้นแบบ กลุ่มโลกใหม่ได้ลงทุนในเทคโนโลยีอย่างหนักในการทำดินและสิ่งแวดล้อมให้เหมือนโลกเก่าเพื่อเลียนแบบ ซึ่งบางรายทำได้ใกล้เคียงแต่ก็ยังไม่ใช่

ลักษณะเด่นของไวน์โลกเก่า คือความซับซ้อน มีเสน่ห์ สละสลวย ละเอียดอ่อน และไม่่มีข้อจำกัดทางกาลเวลา ขณะที่ไวน์โลกใหม่ยังไม่สามารถเข้าไปถึงจุดนั้นได้ เปรียบเหมือนเอา พาเมล่า แอนเดอร์สัน ไปเทียบกับ ออเดรย์ เฮปเบิร์น

ไวน์โลกเก่ามีรูปแบบ มีชื่อชั้นที่ผ่านการพิสูจน์มานาน ทำให้ขลังและน่าเชื่อถือ แต่บางครั้งก็เป็นปัญหา เพราะการขายประวัติศาสตร์เป็นหลักอย่างนี้ทำให้มองข้ามเนื้อหาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญไป

ในโลกของคนดื่มไวน์ มีการแยกขั้วแยกค่ายกันอย่างชัดเจน คนที่นิยมไวน์โลกเก่า จะมองไวน์โลกใหม่ว่า ขาดบุุคลิก อนามัยจัด ไม่มีประวัติศาสตร์ ไร้รสนิยม ขณะที่สาวกของไวน์โลกใหม่มองไวน์โลกเก่าว่า คร่ำครึ สกปรกไม่ถูกหลักอนามัย น่าเบื่อ ไม่มีพลัง และขาดความสดชื่น

wow

โดยส่วนตัว ผมมองไวน์ทั้งสองค่ายนี้ว่า ถ้าจะซื้อมาสำหรับการดื่มทุกวันต้องเป็นไวน์โลกใหม่ เพราะมีความหลากหลาย เลือกหาให้ถูกใจได้ง่าย ไม่ต้องปรับลิ้นและรสนิยมเข้าหา ราคาถูก คุณภาพสม่ำเสมอและไม่ต้องเก็บนาน แต่ถ้าจะให้เลือกดื่มเป็นเรื่องเป็นราว ตั้งใจดื่มด่ำกับไวน์จริง ๆ ขอสารภาพว่าต้องเป็นไวน์โลกเก่าครับ เพราะตอบสนองสิ่งที่อยากค้นหาได้ทั้งหมด

ระยะหลัง ความคิดเรื่องนี้ของผมเริ่มเปลี่ยน เพราะไวน์โลกเก่าดื่มง่ายราคาดีก็มีให้เห็น ขณะที่ไวน์โลกใหม่ชั้นยอดก็น่าสนใจ เพราะนำเสนอความแปลกใหม่บางอย่างที่ไวน์โลกเก่าชั้นดีไม่มีให้ ช่องว่างของทั้งสองค่ายเริ่มแคบเข้าหากันแล้ว

แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม คุณได้ค้นพบไวน์ที่ชอบและถูกรสนิยม คำว่าโลกเก่าหรือโลกใหม่ต่างก็ไม่มีความหมายอะไรเลย

ขอบคุณข้อมูลจากคุณชัย จรุงธนาภิบาล

recommended